มงคล
๘ ประการ
มงคล ๘
ประการ
หรือที่เรียนกันสั้นๆ
ว่า มงคล ๘
เป็นมงคลที่พุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นมงคลภายนอก
ไม่มีปรากฏในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นที่ยอมรับประพฤติปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย
มงคล ๘
ประการแบ่งแยกได้เป็น
๒ กลุ่ม คือ
สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล
และสิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล
สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล
๘ ประการ
๑. ใบเงิน ๒. ใบทอง ๓. ใบนาค ๔. ใบพรหมจรรย์ ๕. หญ้าแพรก
๖. ฝักส้มป่อย ๗. ผิวมะกรูด
๘. ใบมะตูม
เหตุที่ถือว่า
ใบไม้และผิวของผลไม้
๘ อย่างเป็นมงคลเพราะถือว่า
ใบเงิน
ใบทอง ใบนาค หมายถึง
ความมั่งคั่ง
ใบพรหมจรรย์ หมายถึง
ความบริสุทธิ์สะอาด
หญ้าแพรก
หมายถึง ความเจริญงอกงามรวดเร็ว
ฝักส้มป่อย
หมายถึง การล้างโรคภัย
ผิวมะกรูด
หมายถึง ทำให้สะอาด
ใบมะตูม
หมายถึง เทพพรของพระเป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์ทั้งสาม
คือ พระศิวะ
พระนารายณ์
และพระพรหม
เหตุที่จะอ้างว่าสิ่งของทั้ง
๘ ถือเป็นสัญลักษณ์ของมงคลในศาสนาพราหมณ์
มีดังนี้
กรอบหน้า
พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๒๕
อธิบายว่า
“น. เครื่องประดับหน้าผากเป็นรูปกระจัง”
สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล
๘
ประการจะมีปรากฏในหม้อหรือขันเทพมนต์ของพราหมณ์
หรือในหม้อในขันและในบาตรพระพุทธมนต์ที่เกี่ยวกับพิธีทางศาสนาโดยทั่วไป
สิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล
๘ ประการ
ซึ่งมีประวัติผูกพันกับคติประเพณีของพราหมณ์รามวงศ์นำมาเผยแพร่
ได้แก่
๑.กรอบหน้า ๒. ตะบอง
(คทา ) ๓. สังข์ ๔. จักร ๕. ธงชัย
(ธงชาย) ๖. ขอช้าง ๗. โคอุสภะ ๘. หม้อน้ำ
สิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล
๘ อย่างนี้
กล่าวกันว่ามีประวัติผูกพันกับคติประเพณีของพราหมณ์รามวงศ์นำมาเผยแพร่
ซึ่งมีชี่อเป็นภาษาบาลีว่า
อัฎฐพิธมงคล
ซึ่งแปลว่ามงคล
๘ ประการนั่นเอง

เหตุที่ กรอบหน้า
เป็นสัญลักษณ์ของมงคล
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล
ทรงอธิบายว่า
“เครื่องประดับหัวอันเป็นหลักของกาย” ส่วนคำโบราณของเก่าอธิบายพอเก็บความได้ว่า “กรอบหน้ามีความสัมพันธ์กับหญ้าแพรกและสายสิญจน์”
กล่าวคือ
หญ้าแพรกที่ถือว่าเป็นใบไม้มงคลอย่างหนึ่งนั้นมีกำเนิดมาจากบัลลังก์อาสน์ของพระนารายณ์ซึ่งบรรทมหลับอยู่เหนือ
หลังพญานาคที่ขดตัวเป็นวงเป็นแท่นบัลลังก์
เมื่อพระนารายณ์เสด็จลงมาช่วยมนุษย์แล้วก็จะเสด็จกลับไปบรรทม
ณ แท่นบัลลังก์พญานาคเป็นเวลานานมากๆ
นานมากจนกระทั่งปรากฏว่า
หนวดของพญานาคได้เจริญงอกงามและยาวขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อยาวมากก็หลุดลอยไปตามกระแสน้ำ
บ้างก็มาติดอยู่ตามชายฝั่งทะเล
แล้วกลายเป็นหญ้าแพรก
ภายหลังมนุษย์รวมเหตุที่มาของหญ้าแพรก
เกิดความศรัทธาว่าเป็นมงคล
จึงเอามาทำเป็นมงคลบ้าง
สายสิญจน์บ้าง
ถักทำเป็นครอบหน้าสวมศีรษะบ้าง
ซึ่งในเวลาต่อมามงคลและสายสิญจน์ได้ถูกเปลี่ยนจากหญ้าแพรกเป็นด้ายดิบในปัจจุบัน
รวมทั้งกรอบหน้าก็ได้เปลี่ยนจากหญ้าแพรกมาเป็นสิ่งอื่นจนถึงเป็นโลหะเช่นในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมงคลสิ่งหนึ่ง

ตะบอง
หรือคทา
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล
ทรงอธิบายว่า
“เป็นศาตราวุธอย่างหนึ่งของพระนารายณ์เป็นเจ้า”
ตำราโบราณอธิบายเก็บความได้ว่า
“ตะบองเดิมเป็น
เทพวราวุธของพระพรหม
ทำจากเถาวัลย์บนยอดเขาพระสุเมรุ
พระนารายณ์ได้เสด็จไปพบเข้า
จึงถอนเอามาด้วยพละกำลังอันแรงกล้า
แล้วบิดให้เถาวัลย์นั้นเข้ารวมกันจนเป็นเกลียว
แล้วถวายพระพรหมเพื่อทรงใช้เป็นเทพวราวุธคู่พระหัตถ์
ต่อมาพระพรหมถวายแด่พระอิศวร
ตะบองนี้มีอานุภาพมากเป็นที่หวั่นเกรงของหมู่ยักษ์และภูตผีปิศาจ”
เรื่องตะบองศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ถูกจำลองมาทำด้วยใบลานหรือใบตาลเป็นรูปแบนๆ
เรียกว่า “ตะบองเพชร” ตรงปลายทำเป็นหงอน
ซึ่งความจริงเป็นรูปพรหมสี่หน้า
แต่ทำพอเป็นเลาๆ
จึงไม่เห็นชัด
ในเวลาโกนจุกเด็กๆ
พราหมณ์จะให้เด็กถือตะบองดังกล่าวนี้ไว้เพื่อป้องกันสรรพภัยพิบัติ
และช่วยให้เกิดสิริมงคล
และในพระราชพิธีตรุษสมัยก่อน
ผู้ฟังสวดภาณยักษ์
จะได้รับแจกตะบองเพชร (ใบลาน)
ให้ถือกันด้วย

สังข์ ในคำโคลงเป็น
ศรีสังข์
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล
ทรงอธิบายว่า
เป็นศาตราวุธของพระนารายณ์เช่นเดียว
กับตะบอง
ในตำราของเก่าเล่าว่า
“ในปฐมกัลป์
โลกของเรายังว่างเปล่าอยู่
พระอิศวรได้ทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆ
ขึ้นมาอีกจนครบถ้วน
แล้วก็ทรงพระราชดำริจะสร้างคัมภีร์พระเวทขึ้นไว้คู่กับโลก
จึงทรงมีเทวบัญชาให้พระพรหมสร้างขึ้น
เมื่อพระพรหมสร้างเสร็จแล้วก็นำไปถวายพระอิศวรแต่ขณะเสด็จมาเกิดความร้อนพระวรกายและบังเอิญผ่านมหาสมุทร
พระพรหมจึงหยุดสรงน้ำ
โดยวางพระคัมภีร์ไว้
ณ ริมฝั่งมหาสมุทร
ขณะเดียวกัน
มีพรหมอีกคู่หนึ่งเป็นคู่อาฆาตกันได้จุติจากพรหมโลกลงมาเกิดเป็นยักษ์หอยสังข์มีชื่อว่า
“สังขอสูร” สิงสถิตอยู่ในแถบมหาสมุทรแห่งนั้น
เห็นคัมภีร์พระเวท
จึงแอบขโมยเอามากลืนเข้าไปไว้ในท้อง
แล้วลงไปนอนกบดานนิ่งอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร
พระพรหมเสด็จขึ้นจากน้ำไม่เห็นคัมภีร์พระเวท
ตกพระทัยรีบเสด็จไปเฝ้าพระอิศวร
กราบทูลให้ทรงทราบ
พระอิศวรทรงทราบด้วยพระญาณจึงมีเทวบัญชาให้พระนารายณ์ลงไปปราบและนำคัมภีร์พระเวทคืนมา
พระนารายณ์รับโองการแล้ว
เสด็จลงไปปราบสังขอสูรโดยอวตารหรือแปลงองค์เป็นปลากรายทอง(มัสยาวตาร)ทรงปราบสังขอสูรได้แล้วแหกอกล้วงเอาพระเวทกลับคืนไปถวายพระอิศวร
พระอิศวรจึงสาปว่า
ถ้าผู้ใดจะทำการมงคลให้ใช้สังข์เป็นเครื่องหลั่งน้ำมนต์เป็นการประสาทพรจะทำให้เกิดสวัสดิมงคล
พวกเป่าสังข์ให้เกิดเสียงดังก็จะเกิดสวัสดิมงคลจนกระทั่งสิ้นเสียงสังข์”
สังข์
หรือ
หอยสังข์จึงถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของมงคล
เพราะจุติมาจากพรหมโลก
เคยเป็นที่เก็บพระเวท
และ ต้องพระหัตถ์พระนารายณ์มาแล้ว

จักร
เป็นเทพวราวุธของพระอิศวรมีรูปเป็นวงกลม
อย่างวงล้อและมีแฉกโดยรอบ
๙ แฉก
เวียนไปทางขวาเป็น
ทักษิณาวัตร
ซึ่งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล
ทรงอธิบายว่า
เป็นศาตราวุธของพระนารายณ์
ตำราเก่าเล่าความเป็นมาและความศักดิ์สิทธิ์ของ
“จักร” ไว้เป็นใจความว่า
“พระอิศวรทรงสร้างเทวดานพเคราะห์ขึ้น
๙ องค์ คือ
พระอาทิตย์
พระจันทร์
พระอังคาร
พระพุธ
พระเสาร์
พระพฤหัสบดี
พระราหู
พระศุกร์
และพระเกตุ
ให้อยู่ในวิมาน
๙ วิมาน มีหน้าที่ตระเวนรอบจักรราศี
ซึ่งแบ่งออกเป็น
๑๒ ราศี
โดยเทวดานพเคราะห์ทั้ง
๙ องค์ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปตามลำดับนับตั้งแต่พระอาทิตย์ไปจนพระเกตุ
และเทวดานพเคราะห์นั้นอาจบันดาลให้มนุษย์ประสบผลดีผลชั่วได้
ดังนั้นจึงถือว่าเป็นจักราวุธของพระอิศวร
และถูกจำลองมาเป็นจักรมี
๙ แฉก
แยกตามลำดับดาวนพเคราะห์
เช่น แฉกที่ ๑
พระอาทิตย์
แฉกที่ ๒
พระจันทร์
เรียงลำดับไป
ดังนั้นผู้ที่ต้องการบำบัดทุกข์ภัยที่เกิดขึ้น
จึงประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทวดา
และนำจักร ๙
แฉกซึ่งถือว่าเป็นเทพวราวุธของพระอิศวร
จัดเป็นสิ่งมงคล
แทนเทวดาทั้ง
๙
เข้าร่วมในพิธีกรรม”

ธงชัย หรือธงชาย
เหตุที่เรียกว่า
“ธงชัย” หมายถึง
ธงอันจะนำมาซึ่งชัยชนะ
เป็นธงที่นำกองทัพ
ส่วนที่เรียกว่า
ธงชาย นั้นเพราะรูปลักษณะเป็น
ธงสามเหลี่ยม
มีชายห้อยลงมาเป็น
๓ ชาย
ชายหนึ่งหมายถึงพระอิศวร
ชายหนึ่งหมายถึง
พระนารายณ์
และอีกชายหนึ่งหมายถึงพระพรหม
ธงดังกล่าวนี้เป็นธงนำกองทัพเทวดา
ยกออกไปรบยักษ์
และได้ชัยชนะเป็นประจำ
ธงชายจึงมาเป็นธงชัย
ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของธงชัยไปบ้าง
ดังธงชัยประจำกองทัพ
กองพัน ธงประจำองค์พระมหากษัตริย์ในการเสด็จพระราชดำเนินขบวนพยุหยาตรา
ธงชัย หรือ
ธงชาย
จึงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งอันเป็นมงคลประการหนึ่ง

ขอช้าง
เป็น เทพวราวุธของพระพิฆเณศวร
ซึ่งเป็นโอรสของพระอิศวร
ขอช้างได้รับความนับถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมงคลนั้น
ตำราเล่าว่า “ในป่าหิมพานต์
ครั้งหนึ่งเกิดมีช้างพลายเชือกหนึ่งชื่อ
เอกทันต์
เป็นช้างที่ดุร้ายมีฤทธิ์มากเที่ยวสร้างความเดือดร้อนให้เทวดาและมนุษย์จนอยู่ไม่เป็นสุข
ไม่มีใครปราบได้
พระอิศวรจึงทรงมีบัญชาให้พระนารายณ์ลงมาปราบ
ช้างเอกทันต์พยายามหลบหนีเพราะรู้ตัวดีว่าสู้ไม่ได้
พระนารายณ์ตามไปจนพบ
และทรงใช้บ่วงบาศคล้องเอาช้างเอกทันต์ไว้ได้
แต่เกิดปัญหาว่าบริเวณที่จับช้างได้นั้น
เป็นทุ่งกว้างโล่ง
ไม่มีต้นไม้หาที่ผูกช้างไม่ได้
ในที่สุดจึงทรงปักตรีศูลอันเป็นเทพศาตราวุธลงไปในดิน
แล้วตรัสสั่งให้เทพศาตราวุธนั้นเป็นต้นไม้ใหญ่
ทันใดนั้นเทพศาตราวุธก็กลายเป็นต้นมะตูมใหญ่
จึงทรงผูกช้างไว้กับต้นมะตูมทรมานจนช้างคลายพยศ
แล้วเสด็จขึ้นทรงพร้อมกับหักกิ่งมะตูมอันเป็นหนามมาทำเป็นขอช้าง
บังคับนำช้างไปเฝ้าพระอิศวร
และต่อมา
พระนารายณ์ก็ทรงมอบขอช้างนั้นแก่พระพิฆเณศวร
เป็นเทพอาวุธประจำพระองค์ดังกล่าวแล้ว
ดังนั้นไม้มะตูมจึงถือว่าเป็นมงคล
มักจะนำใบมะตูมใส่ลงไปในน้ำมนต์หรือรดน้ำมนต์แล้วก็เอาใบมะตูมทัดหู
ด้วยถือว่าเป็นสิริมงคลเหมือนกับขอช้าง”

โคอุสภะ
บางแห่งเรียกว่า
โคอุสภราช
เป็นพาหนะของพระอิศวร
ดังนั้นเมื่อจะทำการมงคลใดๆ
จึงนิยมเอามูลโคมาเจิมที่หน้าผากเพื่อให้เกิดสิริมงคล
แต่เมื่อประเพณีดังกล่าวแพร่มาถึงเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงมูลโคเป็นแป้งกระแจะละลายในน้ำหอมแทน
เหตุที่เจิมตรงหน้าผาก
ก็เพราะเชื่อว่าที่หน้าผากนั้นเป็นที่อยู่ของสิริประจำตัวมนุษย์ทุกคน
หรือบางท่านกล่าวว่าตรงหน้าผากเป็นที่สถิตของดวงตาที่
๓
ของพระอิศวร
จึงเจิมตรงนั้นให้เป็นสิริมงคลหรือเป็นสัญลักษณ์ของมงคลอย่างหนึ่ง

หม้อน้ำ
ถือกันว่า
พระอุมาซึ่งเป็นมเหสีพระอิศวร
ทรงเลี้ยงโลกมาด้วยน้ำนมจากพระถันยุคล
จึงจำลองมาเป็นหม้อน้ำมนต์
หรือครอบน้ำมนต์
มีน้ำเต็ม
บางแห่งเรียกว่าเต้าน้ำมนต์
และใน
หม้อน้ำมนต์
หรือครอบน้ำมนต์
แม้บาตรน้ำมนต์ก็มักจะใส่สิ่งอันเป็นมงคล
คือ ใบทอง
ใบเงิน ใบนาค
ใบพรหมจรรย์
ฝักส้มป่อย
หญ้าแพรก
ผิวมะกรูด
และใบมะตูม
หรือจะใช้ดอกบัว
ลอยแทนก็ได้
จะลอย ๕ ดอก ๓
ดอก
หรือดอกเดียวก็ได้ตามขนาดของที่บรรจุน้ำมนต์
การใช้ดอกบัวลอยเป็นอีกคติหนึ่ง
คือ
สมมุติว่าน้ำนั้นได้มาจากสระโบกขรณี
หม้อน้ำมนต์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งสิ่งอันเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง
ดังจะเห็นได้ว่าการทำบุญส่วนใหญ่มักจะมีหม้อน้ำมนต์
หรือครอบน้ำมนต์ตั้งอยู่ด้วยเสมอ
ไทยเราสมัยโบราณ
มักจะมีหม้อใส่น้ำเต็มตั้งไว้หน้าพระในห้องพระเสมอ
และนำน้ำนั้นมาล้างหน้า
โดยถือว่าเป็นน้ำมนต์เพราะก่อนนอนคนไทยมักจะสวดมนต์ไหว้พระเสมอ
เรื่องมงคล
๘ ประการ
เป็นคติความเชื่ออันเกิดจากศาสนาพราหมณ์
แต่ยังเป็นความเชื่อที่พุทธศาสนิกชนนิยมนับถืออยู่
และถือว่าจะบันดาลให้ตนมีความสุข