
แม่พระธรณี
กิระเทพหัศวิไสย ทั้งอรทัยสุนทรา
ยินนิยมสมจินดา
จุติเกิดขึ้นพร้อมกัน
ปฏิสนธิธุลีเท่า
คงคาเคล้าเป็นพืชพันธุ์
พระพายพัดลอองอัน ผนึกแน่นเป็นแผ่นดิน
วาโยแลปัถวี เป็นธรณีด้วยวาริณ
ศรีธาตุเพิ่มให้ภิณ โยชนโดยหมาย
จึงเกิดอิศวรอุมา พระธาดา
พระนารายณ์
ประกอบสรรพ์ทั้งหลาย ทั้วศรีภพจบสากล ฯ
(คัดจากคัมภีร์เฉลิมไตรภพ)
พระธรณีเป็นเทพมารดาแห่งโลก
เพราะเป็นผู้ที่มีคุณต่อสรรพชีวิตบนโลกนี้ที่ต้องอาศัยคุณของแม่พระธรณี ในศาสตร์ทางจิตเกือบทั่วทุกมุมโลกล้วนคำนึงถึงพลังจากปถพีนี้เสมอมา
แม้ในพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยหลักการและเหตุผลก็ยังกล่าวอ้างถึงดังปรากฏในปฐมสมโพธิญาณ
ตอนพระสิทธัตถะบำเพ็ญจิตเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ
แล้วถูกพญามารตามผจญก็อธิษฐานแม่พระธรณีเป็นพยานในบุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญมาเอนกชาติจนชนะหมู่มารในที่สุดคุณแม่พระธรณีในทางพระเวทจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสูงสุดของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ
พระเวทที่เกี่ยวกับนางพระธรณีมักถูกลบเกลื่อนปิดบัง
เนื่องจากหาผู้ใดล่วงรู้และสามารถอธิษฐานบารมีจากพระแม่ธรณีได้ย่อมทรงอำนาจสูงส่ง
ดังเช่นพระมหาบุรุษ เรื่องเหล่านี้เราจะพบอยู่ในโองการเชิญครูของพระเวทเกือบทุกสำนัก
แต่มักจะละเลยกันจนบางครั้งมองข้ามกันไปก็มี ในทางพระเวทนางพระธรณีเป็นวิชาชั้นสูงระดับครูที่ต้องร่ำเรียนให้เข้าใจการบูชาแม่พระธรณีจึงมีพลานุภาพในทางป้องกันเสนียดอาเพทที่เรามักรู้จักกันในชื่อว่าการต้องธรณีสารหรือพกพาเครื่องราง
หากนมัสการได้ถูกต้องจะทำให้ชีวิตราบรื่นมั่นคงและพ้นภัยจากหมู่มารทั้งปวง
การสร้างรูปเคารพของพระแม่ธรณีเท่าที่สามารถสอบทานของไทยเราได้พบตำราเก่าแก่สมัยอยุธยา
ได้มีการบันทึกเรื่องราวการจัดสร้างนางเทพเทวาที่เป็นรูปแบบแม่ธรณีขึ้นบูชาเพื่อการอำนวยผลทางความมั่นคงและป้องกันสิ่งเลวร้าย
ตำรานี้ได้มีการบอกเล่าต่อกันมาว่ายังเก็บรักษาอยู่ที่วัดคฤหบดี กรุงเทพฯ
ในด้านภาคอีสานก็มีวิชาเฉพาะที่เกี่ยวกับแม่พระธรณีหลายอย่างเช่น
ตะกรุดหัวใจพสุธา ในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์
แม้ในพิธีเบิกโขลนออกจับช้างก็ยังมีมนต์ที่กล่าวอ้างถึงแม่พระธรณี เช่น โอมเผนิกเบิกแนกแยกพระกำกวมงวม พระธรณี ทางเส้นนี้ก็เคยล่วงปล่อยทางนี้กูเคยเที่ยว โอมสวาหุโนนะโมตัสสะ ในทางภาคเหนือก็มีพิธีกรรมเกี่ยวกับแม่พระธรณีอยู่หลากหลาย
และที่นับถือเป็นประเพณีเช่น พิธีบนนางธรณี
ในการรบทัพจับศึกในสมัยก่อน
ก็มีพิธีกรรมหยิบดินที่เหยียบอยู่กลั้นใจว่า แม่พระธรณีเอ๋ย อยู่หรือยัง สังขาตังโลกะวิทู แล้วโปรยบนศีรษะ
เชื่อว่าจะพ้นภยันตรายทั้งปวงเพราะมีมีพระธรณีรักษาอยู่
ประเพณีนี้สืบต่อมาถึงการชกมวยในสมัยก่อนที่ต้องมีการหยิบดินมา อาพัดธรณี ในการเอาชนะคู่แข่งขัน ซึ่งบางท่านที่ไม่เคยได้ศึกษาเรื่องความเชื่อของโบราณมักตีขลุมเอาว่าที่ทำเช่นนั้นเป็นการดูว่าดินที่ใช้เวทีนั้นอ่อนหรือแข็ง
จะได้คะเนไม้มวยในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ อันนี้ก็แล้วแต่จะมีมติว่ากันไป
แต่โบราณท่านเชื่อในคุณของแม่พระธรณีนี้อย่างจริงจังมั่นคง
เนื้อเมฆสิทธิ์
เป็นการผสมโลหะเล่นแร่แปรธาตุแบบหนึ่ง โลหะที่ได้จะมีลักษณะแข็งแกร่ง แต่ไม่เหนียว
เมื่อปอกผิวใหม่ ๆ จะออกวรรณะขาวอมม่วงหรือฟ้า
หากแช่น้ำหรือปล่อยให้สัมผัสอากาศจะค่อยเปลี่ยนสีผิวเป็นเขียว
เมฆสิทธิ์มีหลายวรรณะแต่ที่นับถือว่าเลิศคือสีเขียวอมทอง แต่ไม่ค่อยรู้จักนัก
สรรพคุณของเมฆสิทธิ์นับถือว่าดีเด่นทางด้านค้ำหนุนดวงชะตา เช่นโลหะแปรธาตุชนิดอื่น
ๆ แต่สามารถนิมิตบอกอาเพทได้
หากสีวรรณะสดใสหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง หากวรรณะหม่นหมองมีคราบ ก็บอกอาเพทว่ามีเคราะห์ให้เร่งระวังและนำเครื่องรางเมฆสิทธิ์นั้นมาทำความสะอาดด้วยน้ำฝน
หรือน้ำสะอาด จากนั้นแช่เนื้อเมฆสิทธิ์ไว้อธิษฐานขอน้ำมนต์แก้อวมงคลต่าง ๆ
ได้ดีเรียกว่า น้ำมนต์กลับดวง
ดั่งเมฆสิทธิ์ที่แปรสีฉันนั้นแลอาราธนาวิธีหรือการบูชาแม่พระธรณี
ให้ตั้งนะโม ๓ จบ ว่าพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วว่า อิติปิโสภะคะวาสะวาอะระหัง
สุคะโตสวาหะ ๓ จบ
หลังจากนั้นสวดด้วย ตัสสาเกษีสะโต ยะถาคงคา โสตังปะวัตตันติ มาระเสนา ปฏิฐาตุง
อาสักโภนโต ปะลายิงสุปาริมานานุภาเวนะมาระ
เสนาปะราชิตาทิโส ทิสัง
ปะลายันติ วิทังเสนติอะเสสะโต อย่างน้อย ๓ จบแต่ถ้าจะให้ดี ๒๑ จบ (เพราะกำลังของแม่พระธรณีคือ
๒๑)
คาถาทั้งสองบทนี้ใช้ได้ตามอธิษฐานทำน้ำมนต์แก้คุณเสนียดได้ผลดียิ่ง
หากมีศัตรูให้เขียนชื่อนำแม่ธรณีทับไว้ อธิษฐานให้อภัยต่อกันสวดคาถานี้ทำครบ ๗
วันฝ่ายตรงข้ามจะแพ้ภัยตัวเองไป แต่อย่าจองเวรเขาเลยจึงจะมีผล
เวลาเดินทางให้อธิษฐานพระนางธรณีไปจะพ้นภัยทั้งปวง
เวลามีเหตุให้นึกถึงแม่พระธรณีแล้วภาวนาว่า สะนะมะอุ ไปเรื่อย ๆ
จะทรงอานุภาพผ่านพ้นภยันตรายนั้นไปได้เป็นอัศจรรย์