
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เมื่อฝนเริ่มโปรยปรายในราวเดือนหก
เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงฤดูกาลเพาะปลูกข้าวได้เริ่มขึ้นแล้ว ในช่วงเวลานี้ของทุกปี
จะจัดให้มี พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ขึ้น
พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีดั้งเดิมสืบทอดมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุดขทัยเป็นราชธานี
ซึ่งปรากฏหลักฐานใน ตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ต่อมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ระบุไว้ใน กฎมณเฑียรบาล และ จดหมายเหตุฉบับหลวงหาวัด
สืบทอดพระราชพิธีต่อมาจนเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ด้วยเหตุที่วัฒนธรรม
ประเพณี และวิถีชีวิต ของคนไทยเกี่ยวพันกับการทำนาปลูกข้าว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และในเดือนพฤษภาคมเป็นระยะเริ่มต้นฤดูแห่งการทำนา ซึ่งในแต่ละปี ทางสำนักพระราชวัง
ได้ประกาศให้เป็นวันพืชมงคลวันหนึ่งตามที่โหรหลวงได้คำนวณกำหนด พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เป็นพระราชพิธีที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พืชผลและบำรุงขวัญเกษตรกรให้มีใจหมั่นในการเพาะปลูก
พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีสองอย่างรวมกันคือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์อย่างหนึ่ง
ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์อีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
สมัยก่อนประกอบพิธีที่ทุ่งส้มป่อยบ้าง ที่ทุ่งพญาไทบ้าง
แต่ในรัชกาลปัจจุบันประกอบพิธีที่ทุ่งพระสุเมรุ ท้องสนามหลวง ติดต่อกันมา
และเป็นพระราชพิธีที่เสด็จพระราชดำเนินมาในการพระราชพิธีโดยตลอด ไม่เคยขาด
อนึ่ง
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้ วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นี้ เป็น วันเกษตรกร ประจำปีด้วย
เพื่อให้เกษตรกรได้ระลึกถึงความสำคัญของอาชีพการเกษตรและร่วมมือประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน
รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติด้วย
จึงได้กำหนดให้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เป็นประจำตลอดทุกปี
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธี
๒ พิธีรวมกันคือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์อย่างหนึ่งกับ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
อันเป็นพิธีพราหมณ์อีกอย่างหนึ่ง
พระราชพิธีพืชมงคลนั้นจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้นจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ
มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พิธีแรกนา
เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
ซึ่งในสมัยกรุงสุโขทัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง
เป็นเพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น
ครั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา
พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธานเหมือนกับสมัยกรุงสุโขทัย
แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากพระมหากษัตริย์ และจะ ทรงจำศีลเงียบ ๓ วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่
๑ แต่ผู้ทำการแรกนาเปลี่ยนเป็น เจ้าพระยาพหลเทพ คู่กันกับการยืนชิงช้า
แต่พอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ให้ถือว่า ผู้ใดยืนชิงช้าผู้นั้นเป็นผู้แรกนาด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ จัดให้มีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่าง
ๆ ทุกพิธี ดังนั้น พระราชพิธีพืชมงคล
จึงได้เริ่มมีขึ้นนับแต่บัดนั้นมาโดยได้จัดรวมกับ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีพระราชพิธีนี้ขึ้นนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือนสามตอนหนึ่ง
ว่า
การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
เป็นธรรมเนียมนิยมมีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงมาแล้ว
พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีทรงเลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้ก็มีอยู่เสมอเป็นนิจไม่มีเวลาว่างเว้น
ด้วยการซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้
ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา
เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่น
และความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่าง ๆ
ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่างเหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตนตามปกติ
ก็ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตรายคือ น้ำฝนน้ำท่ามากไปน้อยไปด้วยเพลี้ยและสัตว์ต่าง ๆ
จะบังเกิดเป็นอันตรายไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ
และมีความปรารถนาที่จะให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลัง
จึงต้องหาทางที่จะแก้ไขและทางที่จะอุดหนุนและที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้าจะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจได้โดยอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง
ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้างบูชาเซ่นสรวง
ตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง ให้เป็นการช่วยแรง
และเป็นที่มั่นใจตามความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สิ้นสุด
.jpg)
ดังนั้น
จะเห็นได้ว่าความมุ่งหมายของพิธีแรกนาอยู่ที่จะทำให้ เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา
แม้จะเป็นความจำเป็นสำหรับบ้านเมืองในสมัยโบราณอย่างไร
ถึงในปัจจุบันนี้ก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น
เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย
ส่วนพิธีกรรมนอกเหนือจากการทำให้เป็นตัวอย่างตามที่ทรงจำแนกไว้ ๓ อย่างโดย ๒
อย่างแรกที่ว่า อาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง นั้นทรงหมายถึง พิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง นั้น ทรงหมายถึง พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร
กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี
ซึ่งระยะนี้เป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย
แต่ไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอนไว้เหมือนกับวันในพระราชพิธีอื่น ๆ
ส่วนจะเป็นวันใดในเดือนหกหรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามคติโหราศาสตร์ตามประเพณีก็ให้จัดขึ้นในวันนั้น
การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ได้กระทำเต็มรูปบูรพประเพณีครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ แล้วก็ว่างเว้นไป
จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๓
คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีนี้ขึ้นใหม่และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเห็นว่าเป็นการรักษาพระราชประเพณีอันดีงาม มีผลในการบำรุงขวัญและจิตใจของคนไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
องค์พระประมุขปัจจุบันทรงมีพระราชกระแสให้ปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีนี้ทุกปีมิได้ขาด
เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาในระยะแรก
พ.ศ. ๒๕๐๓ นั้น พระยาแรกนาได้แก่ อธิบดีกรมการข้าวโดยตำแหน่ง สำหรับเทพีทั้งสี่พิจารณาคัดเลือกจาก ภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังพระยาแรกนา ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตำแหน่ง
ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นเทพีคู่หาบทองและคู่หาบเงินนั้น พิจารณาคัดเลือกจาก ข้าราชการหญิงโสด ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทขึ้นไป

.jpg)
พระราชพิธีพืชมงคลเป็น
พิธีทำขวัญพืชพันธุ์
ธัญญาหาร
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าวนั้นถือว่าเป็นอาหารหลักของประชาชน
ในภาษาบาลีเรียกว่า ปุพพัณณะ หรือ บุพพัณณะ หรือ บุพพัณณชาติ
ส่วนพืชอื่น ๆ ที่เป็นอาหารเรียกว่า อปรัณณ หรือ อปรัณณชาติ หมายถึง
พืชจำพวกถั่ว งา เป็นต้น ถ้าเรียกควบทั้งสองอย่างก็เรียกว่า บุพพัณณปรัณณชาติ
ที่หมายถึงพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด บุพพัณณปรัณณชาติ ที่นำเข้าพิธีพืชมงคลนั้นเป็นข้าวเปลือก
มีทั้ง ข้าวเจ้า และ ข้าวเหนียว นอกจากนี้มี เมล็ดพืชต่าง ๆ รวม ๔๐ อย่าง แต่ละอย่างบรรจุถุงผ้าขาว กับเผือกมันต่าง ๆ
พันธุ์พืชเหล่านี้เป็นของปลูกงอกได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนาบรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนึ่งเป็นข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนาบรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดให้ปลูกในสวนจิตรลดาฯ
และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล
พันธุ์ข้าวพระราชทานนี้จะใช้หว่านในในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุซองแล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่าง
ๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนี้
.jpg)
อนึ่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นมา
คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้
เป็น วันเกษตรกร ประจำปีอีกด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตรและร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน
ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตลอดมา
พระราชพิธีพืชมงคล
ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เจ้าหน้าที่เชิญพระปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบันพระพุทธคันธารราษฎร์ของรัชกาลที่
๑ พระพุทธรูปปางสมาธิทรงภาวนาให้ต้นข้าวเกิดงอกงามรอบพุทธบัลลังก์
รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้าง พระชัยนวะโลหะ
รัชกาลที่ ๔ พระชัยนวะโลหะ รัชกาลที่ ๕ พระคันธารราษฎร์ขอฝนแบบจีน พระบัวเข็ม เทวรูปพระพลเทพ พระโคอุศุภราช ตั้งบนม้าหมู่ในธรรมาสน์ศิลาหน้าฐานชุกชีพุทธบังลังก์บุษบก
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิกร
ใต้ธรรมาสน์ศิลาตั้งกระบุงทอง
กระบุงเงินอย่างละคู่บรรจุข้าวเปลือกพันธุ์ดีที่เป็นของพระราชทานจากนาทดลอง
และมีถุงบรรจุพันธุ์พืชต่าง
ๆ คือ ผักกาด กวางตุ้งดอก ผักกาดหอม ข้าวโพดขาว ผักกาดขาวปลี แตงกวา พริกชี้ฟ้า แตงกวาผสม
ละหุ่ง ผักกาดหัว บวบเหลี่ยม มะระจีน คะน้าใบ ผักกาด ขาวใหญ่ ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ตั้งโอ๋ น้ำเต้า
ข้าวโพดเกษตร
ถั่วเหลือง
ถั่วเขียว เมล็ดงา ผักปวยเล้ง กระเจี๊ยบ ขึ้นฉ่าย
ซุนฉ่าย
ฟักเขียว
ผักกาดขาวปลี
ผักชี ผักกาดเขียวกวางตุ้ง แฟง ผักขมจีน เผือก มัน แล้ววงสายสิญจน์จากพระพุทธรูปสำคัญโยงไปถวายพระสงฆ์
เจริญพระพุทธมนต์
หน้าธรรมาสน์ศิลาทองเครื่องนมัสการพุ่มพาน
ดอกไม้ธูปเทียนไว้พร้อม ก่อนเวลาเสด็จพระราชดำเนิน พระยาแรกนาแต่งกายเครื่องแบบครึ่งยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
เทพีทั้ง ๔
แต่งกายชุดไหมไทย
ห่มสไบผ้าไหมประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มายังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จุดธูปเทียนสักการะบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วไปนั่งเก้าอี้ที่เฝ้าฯ
ตามลำดับ
.jpg)
เวลา
๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระอุโบสถ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงจุดเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
และทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่หน้าธรรมมาสน์ศิลา ทรงกราบ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ
แล้วประทับพระราชอาสน์
เจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภ์กรมการศาสนาอาราธนาศีลพระราชาคณะถวายศีล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศีล
เมื่อทรงศีลแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปที่ธรรมาสน์
ศิลาทรงพระสุร่ายสรงพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์และพระพุทธรูปสำคัญ แล้วทรงประพรมพืชต่าง ๆ ทรงโปรยดอกไม้มีดอกมะลิและกลีบกุหลาบแล้วถวายพวงมาลัยที่พระพุทธรูปทุกองค์โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงจุดธูปเทียนพระคันธารราษฎร์ ๒ คู่ และทรงจุดเทียนที่พระคันธารราษฎร์จีนอีก ๑ เล่ม ทรงกราบอธิษฐานขอความสมบูรณ์แห่งพืชผลของราชอาณาจักรแล้วประทับพระราชอาสน์หัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีพืชมงคล
.bmp)
เมื่อหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีพืชมงคลจบพระสงฆ์
๑๑ รูป
มีพระราชาคณะวัดระฆังโฆสิตารามเป็นประธานสงฆ์และพระเปรียญ
๙ ประโยค จากวัดต่าง ๆ อีก
๑๐ รูป รวมเป็น
๑๑
รูปเจริญพระพุทธมนต์คาถาพืชมงคล จบ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เป็นพระยาแรกนา เข้าเฝ้าฯ คุกเข่าถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งน้ำสังข์พระราชทานรดที่ศีรษะทรงเจิมแป้งกระแจะที่หน้าผาก พระราชทานใบมะตูมทัดที่ซอกหูขวาและพระราชทานธำรงค์นพเก้าสำหรับสวมที่มือขวา
๑ วง ที่มือซ้าย ๑ วง
แล้วพระราชทานพระแสงปฏักที่จะถือใช้วันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แล้วลุกขึ้นถวายคำนับ กลับไปนั่งเฝ้าฯ ที่เดิมต่อจากนี้ข้าราชการสตรีในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเทพี ๔ คน
ถวายความเคารพเดินเข้าไปหมอบเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำสังข์พระราชทานรดที่ศีรษะ
ทรงเจิม
พระราชทานใบมะตูมทัดที่ซอกหูขวาตามลำดับ ขณะที่พระยาแรกนาและเทพีรับพระราชทานน้ำสังข์นั้น พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาจนเสร็จการพระราชทานน้ำสังข์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมซึ่งบรรจุในถาดมีคนโทแก้วบรรจุน้ำฝนด้วย
เป็นราชประเพณีที่จะต้องจัดภาชนะบรรจุน้ำฝนถวายพระสงฆ์เฉพาะงานพระราชพิธีมงคล ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริไว้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแล้วทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาถวายอดิเรก
แล้วออกจากพระอุโบสถ
เมื่อพระสงฆ์ออกจากพระอุโบสถแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ
เสด็จพระราชดำเนินกลับ

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำเนินกลับแล้วคณะพราหมณ์เชิญเทวรูปสำคัญที่ตั้งในมณฑลพิธี คือ
พระพลเทพพระโคอุศุภราช ไปเข้าเบญจาพิธีมณฑล ณ โรงพิธีพราหมณ์ ที่ท้องสนามหลวง ที่แท่นมณฑลพิธีนี้
พราหมณ์ได้เชิญเทวรูปสำคัญจากเทวสถานเสาชิงช้ามาตั้งเข้าพิธีคือ พระอิศวร พระนารายณ์
พระอุมา พระพรหม และพระพิฆเณศวร พร้อมด้วยกระบุงทอง กระบุงเงิน บรรจุข้าวเปลือกที่ได้เข้าพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
รวมทั้งพืชพันธุ์ต่าง ๆ
และเครื่องพิธีตามลัทธิธรรมเนียมของพราหมณ์ คณะพราหมณ์ประกอบพิธีกรรมสวดบูชาพระเวทตลอดคืน
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เวลาประมาณ
๖ นาฬิกา พระยาแรกนาพร้อมด้วยเทพีแต่งการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พระยาแรกนาสวมสนับเพลาปลายขอบปัก
ดิ้นทอง ถุงเท้าขาว รองเท้าหุ้มส้นสีดำไม่ผูกเชือกมีกรอบทำด้วยโลหะสี
ทองติดคล้ายโบนุ่งผ้าเยียรบับชายพกพับจีบ ไม่จีบโจง ใช้เชือกสานแถบ รัดเอวสวมเสื้อเยียรบับพื้นเขียว
ลายทองแขนยาวแบบราชการ กระดุม ๕ เม็ด สวมสายสะพายและประดับราชอิสริยาภรณ์คาดเข็มขัดทำด้วยอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
ส่วนเทพีมุ่งจีบหน้านางผ้าเยียรบับหรือผ้าไหมไทยทอยกดอกลายสีทองพื้นสีตามความเหมาะสม
สวมเสื้อไหมไทย รัดรูปแขนยาวคาดเข็มขัดทำด้วยโลหะเป็นเกลียว เกี่ยวขัดสีทองห่มผ้าสไบปักทองแล่ง
ประดับอาภรณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน
สวมถุงเท้าสีเนื้อ รองเท้าหนังหุ้มส้นสีทองปลายงอนเสร็จแล้วพระยาแรกนาขึ้นรถนต์หลวงออกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เทพีและข้าราชการ (แต่งเครื่องแบบเต็มยศประดับราชอิสริยาภรณ์)
เชิญเครื่องยศขึ้นรถตามเป็นกระบวน เมื่อเข้าสู่พระอุโบสถแล้วพระยาแรกนาและเทพีจุดธูปเทียน
ถวายนมัสการบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วไปที่ปราสาทพระเทพบิดรถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชแล้วไปขึ้น
รถยนต์หลวง เป็นกระบวนออกจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังท้องสนามหลวง เวลา ๗ นาฬิกา เจ้าพนักงานจัดตั้งริ้วกระบวนอิสริยยศตามแบบ ประเพณี
โบราณรับพระยาแรกนา พระยาแรกนาลงจากรถยนต์หลวง
แล้วสวมลอมพอกเดินเข้าประจำที่ในกระบวนพร้อมด้วยคู่เคียง ๒ ข้าง ๆ ละ ๘ นาย
ผู้เชิญเครื่องยศและเทพีจัดเป็นรูปกระบวนยาตราไปยังโรงพิธีพราหมณ์ ประโคมกลองชนะ สังข์ แตร ตลอดทาง
.jpg)
เมื่อพระยาแรกนาเข้าสู่โรงพิธีพราหมณ์ หัวหน้าพราหมณ์เชิญพระยาแรกนาไปที่แท่นเบญจามณฑลพิธี
จุดธูปเทียนบูชาเทวรูปพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเชิญมาประดิษฐานในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
คือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระอุมา พระพรหม พระพิฆเณศวร
พระพลเทพ พระโคอุศุภราช พระยาแรกนาจุดธูปเทียนสักการะบูชาแล้วไปนั่งพัก ณ เก้าอี้ที่จัดให้พร้อมด้วยเทพีและผู้เชิญเครื่องยศ
หัวหน้าพราหมณ์เข้าไปหลั่งน้ำสังข์ที่มือและให้ใบมะตูมแก่พระยาแรกนาและเทพีทั้ง
๔ ต่อจากนี้ หัวหน้าพราหมณ์เชิญโต๊ะเงินใส่ผ้านุ่งสำหรับเสี่ยงทายมีผ้าที่นุ่งอยู่เดิม
ผ้านุ่งเสี่ยงทายมี ๓ ผืนขนาดกว้าง ๔ คืบ ๕ คืบ ๖ คืบ
มีคำพยากรณ์ ดังนี้
.jpg)

ผ้า ๔ คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย
นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะ
เสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่
ผ้า
๕ คืบ
พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลสมบูรณ์และ
ผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์
ผ้า ๖ คืบ พยากรณ์ว่า
น้ำน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดีแต่นาในที่ดอนอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่
ครั้นพระยาแรกนานุ่งผ้าเสี่ยงหายทับอีกชั้นหนึ่งแล้วออกมานั่งรอ ณ
ที่เดิม เวลา ๘ นาฬิกา ๓๐ นาที
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรดารโหฐานพระราชวังดุสิต
มาถึงพลับพลา ณ ท้องสนามหลวง พระบรมวงศานุวงศ์องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา
ประธานรัฐสภา รัฐมนตรี ข้าราชการ ทหารพลเรือน และคณะทูตานุทูต เฝ้าฯ รับเสด็จ
นอกจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดที่นั่งไว้ในปะรำ ให้กลุ่มชาวนา เกษตรกรเฝ้าฯ
และชมพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญด้วย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงแถวทหารมหาดเล็ก
รักษาพระองค์เป่าแตรถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญ พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ
ขึ้นประทับ ณ มุขกลาง พลับพลา
ส่วนทางโรงพิธีพราหมณ์ตั้งแถวแตรกลองชนะยืนอยู่กับที่ และได้ตั้งกระบวนสำหรับพระยาแรกนาจะเข้าสู่ลานแรกนา
มีราชบัณฑิต ๑ (ผู้เป็นเปรียญธรรม)
เชิญพระเต้าเทวบิฐบรรจุน้ำพระพุทธมนต์พระเต้านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างขึ้น และโปรดให้ใช้ประพรมพื้นแผ่นดินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นราชประเพณีสืบมา
ถัดจากราชบัณฑิตมีพราหมณ์ เป่าสังข์ ๑ คู่ พราหมณ์เชิญ
พระโคอุศุภราช ๑ คนนำ และมีกรรชิงหน้า ๑ คู่ กรรชิงหลัง ๑ คู่ แล้วถึงพระยาแรกนาถึงพระแสงปฏักที่ได้รับพระราชทาน
หลังพระยาแรกนา หัวหน้าพราหมณ์เดิมตาม แล้วเทพีทั้ง ๔ หาบกระบุงทอง ๑ คู่ เงิน ๑
คู่ บรรจุข้าวเปลือกตาม เมื่อถึงพลับพลาที่ประทับพระยาแรกนาส่งพระแสงปฏักให้หัวหน้าพราหมณ์ถือไว้พระยาแรกนาเข้าไปเฝ้าฯ
ที่ชานชั้นลดพลับพลาตรงที่ประทับ คุกเข่าถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วถอยออกมารับพระแสงปฏักจากหัวหน้าพราหมณ์เดินเข้าสู่ลานแรกนา
ตรงไปที่พระโค ๒ ตัวที่เทียมแอกพระยาแรกนาเจิมคันไถแล้วเจิมพระโคทั้งคู่
.jpg)
ครั้นได้มงคลอุดมฤกษ์ โหรหลวงบูชาพระฤกษ์และลั่นฆ้องชัยเจ้าพนักงานพิธีย่ำมโหระทึกประโคมแตรฝรั่ง
ปี่พาทย์ทำเพลงพร้อมกันพระยาแรกนาจับหางคันไถมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือพระแสงปฏัก
บัณฑิตถือพระเต้าเทวบิฐสาดพรมน้ำ พระพุทธมนต์ลงในพื้นดิน และพราหมณ์เชิญเทวรูปพระโคอุศุภราชและพระพลเทพ
เดินนำหน้าพระโค พระยาแรกนาเดินไถดะไปตรอม โดยขวางตรอมแล้วส่งพระแสงปฏักให้หัวหน้าแล้วส่งพระแสงปฏักให้หัวหน้าพราหมณ์ถือไว้
พระยาแรกนาหยิบพันธุ์ข้าวเปลือกในกระบุงทองกระบุงเงินที่เทพีหาบตามหว่านลงในลานแรกนาจนครบ
๓ รอบ แล้วไถกลบอีก ๓ รอบ เมื่อครบแต่ละรอบโหรหลวงลั่นฆ้องชัย เจ้าพนักงานประโคมแตรงอนแตรฝรั่ง
ส่วนปี่พาทย์และมโหระทึกบรรเลงและย่ำพร้อมกันตลอดเวลา
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ครั้นหว่านกลบเสร็จแล้ว พระยาแรกนารับพระแสงปฏักจากหัวหน้าพราหมณ์กลับเข้าสู่โรงพิธีพราหมณ์พร้อมด้วยเทพีโดยกระบวนไม่ผ่านหน้าพลับพลา
ราชบัณฑิตเชิญพระเต้าเทวบิฐและพราหมณ์เชิญเทวรูปพระพลเทพ
พระโคอุศุภราช ไปตั้งยังแท่นเบญจาตามเดิม พนักงานผู้ทำหน้าที่ดูแลพระโคปลดพระโคออกจากแอกแล้วจูงพระโคทั้งคู่ไปยืนที่ขอบลานแรกนาตรงหน้าพลับพลาที่ประทับพราหมณ์ถือถาดวางกระทงบรรจุของเลี้ยงพระโคเป็นการเสี่ยงทายถาดละ
๗ สิ่ง คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา เหล้า น้ำ หญ้า พระโคกินอะไรพราหมณ์ผู้ถือถาดกระทงอาหารจะได้แจ้งแก่โหรหลวงแล้วโหรหลวงจดรายงานพยากรณ์ให้
รองปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์กราบบังคมทูลถึงผ้านุ่งเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง
.jpg)
เมื่อจบคำกราบบังคมทูลแล้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กราบบังคมทูลเบิกชาวนา
ผู้ชนะการประกวดผลผลิตข้าวแต่ละภาค รวม ๔ คน เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานรางวัลตามลำดับแล้วต่อจากนี้เบิกเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสหกรณ์ดีเด่นเข้าเฝ้าฯ
รับพระราชทานโล่เกียรติคุณ พระยาแรกนาจะได้ยาตรากระบวนอิสริยยศออกจากโรงพิธีพราหมณ์ผ่านหน้าพลับพลาที่ประทับ
เมื่อถึงหน้าพลับพลาพระยาแรกนาเข้าไปคุกเข่ากราบถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วถอยออกมาเข้ากระบวนต่อไปกระบวนผ่านพลับพลาแล้วพระยาแรกนาขึ้นรถยนต์หลวงไปรอเฝ้าฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่แปลงนาทดลองในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยเทพี
.jpg)
.jpg)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพลับพลาพิธี
ณ ท้องสนามหลวง ไปยังแปลงนา ทดลองในสวนจิตรลดาอันเป็นพระราชฐานที่ประทับ แล้วโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพันธุ์ข้าวให้พระยาแรกนาหว่านในแปลงทดลองสำหรับ นำไปใช้พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีต่อไป
หลังจากนั้น ทรงพระราชปฏิสันถารเกี่ยวกับการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ แล้วเสด็จขึ้น