ขั้นตอนของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อาจแบ่งออกตามลำดับได้ดังนี้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

๑. ขั้นเตรียมพิธี มีการทำพิธีตักน้ำจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั่วประเทศที่สำคัญคือ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี พร้อมทั้งน้ำจากสระเกษ สระแก้ว สระคงคา และสระยมนา ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี มาทำพิธีเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงพระมูรธาภิเษก กับทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะดวงตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาล

๒. พิธีเบื้องต้น มีการเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งน้ำวงด้ายสายสิญจน์รอบพระแท่นมณฑลพิธี ซึ่งตั้งสิ่งของต่างๆ ที่จะใช้ในพระราชพิธี มีพิธีจุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรวม ๓ วัน ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรก มีประกาศเทวดาหรือประกาศการพระราชพิธีเป็นการเริ่มงาน

๓. พิธีบรมราชาภิเษก เวลาเช้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมูรธาภิเษกสนานแล้วทรงเครื่องต้นเสด็จออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิตและพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้นๆ แล้วถวายน้ำอภิเษกและถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปจนครบแปดทิศแล้วกลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลรวบยอดอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นจึงเสด็จสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่งในพระที่นั่งองค์เดิม เรียกว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ แล้วพระมหาราชครูร่ายเวทสรรเสริญไกรลาส คือ อัญเชิญพระอิศวรให้เสด็จจากเขาไกรลาส มาสถิต พระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสมมติเทพ เสร็จแล้วกราบบังคมทูลเฉลิมพระปรมาภิไธย และกราบบังคมทูลถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นภาษามคธครั้งหนึ่งและภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

ทรงรับว่า “ชอบละ พราหมณ์”

ลำดับนี้ พระมหาราชครูจึ่งถวายพระสุพรรณบัฏ พระสังวาลสามสาย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ

๔. พิธีเบื้องปลาย ครั้นตอนกลางวัน ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ เสด็จพระราชดำเนินออกท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูริยพิมานทรงรับคำถวายชัยมงคลจากมหาสมาคมแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ราชบริพาร มีพระราชดำรัสขอบใจ และได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ผู้ทำราชการคงดำรงตำแหน่งสืบ ไปด้วย ต่อจากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ฝ่ายในเฝ้าถวายพระพรดังเช่นฝ่ายหน้า ในสมัยโบราณเป็นหน้าที่ท้าววรจันทร์ถวายสิบสองพระกำนัล แต่ธรรมเนียมนี้เลิกไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ได้เติมการทรงสถาปนา พระชายาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในขั้นตอนนี้

เวลาเย็น เสด็จไปทรงแสดงพระองค์เป็นพระอัครศาสนูปถัมภกต่อหน้าคณะสงฆ์ ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยกระบวนราชอิสริยยศ แล้วเสด็จขึ้นทรงสักการะสมเด็จพระบรมราชบูรพการีทุกพระองค์

อนึ่ง ค่ำวันเดียวกันนี้ จะเสด็จขึ้นเถลิง พระราชมณเฑียรในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นพิธีอย่างคนไทยขึ้นบ้านใหม่ คือประทับบนพระแท่นมณฑล ทรงรับกุญแจทอง จั่นหมากทอง ธารพระกร พันธุ์ผัก หินบด และแมว ฯลฯ เจ้านายผู้ใหญ่ฝ่ายในถวายพระพร แล้วเอนพระองค์ลงบนพระแท่นบรรทมพอเป็นมงคลฤกษ์

๕. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคและชลมารค อันเป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่อินเดียโบราณ เพื่อแสดงพระองค์แก่ทวยราษฎร ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงแปรรูปงานนี้ เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระศาสนาในพระอารามที่สำคัญ โดยทางบกวันหนึ่งทางเรือ วันหนึ่งเป็นเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พุทธศักราช ๒๔๙๓ ได้ดำเนินตามโบราณราชประเพณีทุกประการ เป็นแต่ได้ปรับปรุงพิธีการบางอย่าง ให้เหมาะสมกับกาลสมัยและภาวะของบ้านเมือง โดยมีพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะดวงตราพระราชลัญจกร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช- ๒๔๙๓ ตามเวลาอันเป็นพระมงคลฤกษ์